ดูบทความทำไมงานอาหารและยาต้องใช้สแตนเลส 304 ขึ้นไป

ทำไมงานอาหารและยาต้องใช้สแตนเลส 304 ขึ้นไป

ทำไมงานอาหารและยา ต้องใช้สแตนเลส 304 ขึ้นไปเท่านั้น

เจาะลึก: ทำไมงานอาหารและยา (Food Grade) ต้องใช้สแตนเลส 304 ขึ้นไป?

สแตนเลส (Stainless Steel) มีหลายเกรด แต่ในอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องดื่ม สแตนเลสเกรด 304 (AISI 304 / SUS 304) ถูกกำหนดให้เป็น "เกรดเริ่มต้นขั้นต่ำ" (Minimum Standard) สำหรับชิ้นส่วนที่ต้องสัมผัสกับอาหารและยาโดยตรง ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ดังนี้ครับ

1. โครงสร้างทางเคมีที่ทนการกัดกร่อนสูง

สแตนเลส 304 เป็นกลุ่มออสเตนนิติก (Austenitic) มีส่วนผสมหลักที่สำคัญ:

  • โครเมียม (Chromium) ~18%: ทำหน้าที่สร้างฟิล์มบางๆ ที่เรียกว่า Passive Film (Chromium Oxide) บนผิวสแตนเลส เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศ ความชื้น หรือสารเคมีเข้าไปทำลายเนื้อเหล็กข้างใน

  • นิกเกิล (Nickel) ~8%: ช่วยเพิ่มความคงทนต่อการกัดกร่อนจากกรด อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด (เช่น น้ำมะนาว ซอสมะเขือเทศ นม) และสารเคมีที่ใช้ในการล้างทำความสะอาดโรงงาน

เปรียบเทียบกับเกรดต่ำกว่า (เช่น เกรด 201 หรือ 430):

เกรด 201 มีนิกเกิลน้อยกว่ามาก และใส่แมงกานีสทดแทน เมื่อเจอความชื้น สารเคมี หรือกรดในอาหารต่อเนื่อง ฟิล์มปกป้องผิวจะแตกหัก ทำให้ เกิดสนิม (Rust) และเกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (Pitting Corrosion) ซึ่งปนเปื้อนลงในอาหารและยาได้

2. ปราศจากสารพิษตกค้างและความปลอดภัย (Food Safety & Hygiene)

  • ไม่มีการละลายของโลหะหนัก: ในกระบวนการแปรรูปอาหารที่มีความร้อน สแตนเลสเกรดต่ำอาจมีสารโลหะหนักหลุดลอก (Leaching) ลงไปในอาหาร แต่เกรด 304 มีความเสถียรสูงมาก แม้ถูกความร้อนสูงก็ไม่ปล่อยสารพิษ

  • ไม่ส่งผลต่อรสชาติและกลิ่น: สแตนเลส 304 ไม่ทำปฏิกิริยาเคมีกับอาหาร ทำให้รสชาติ กลิ่น และคุณประโยชน์ของอาหาร/ยาคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

3. คุณสมบัติทางกายภาพและการทำความสะอาด (Sanitary Design)

  • พื้นผิวเรียบเนียน ไร้รูพรุน (Non-Porous Surface): เชื้อโรค แบคทีเรีย (เช่น Salmonella หรือ E. coli) และคราบไขมัน ไม่สามารถฝังตัวลงในเนื้อโลหะได้

  • ทนต่อกระบวนการฆ่าเชื้อ (CIP - Clean-in-Place): โรงงานอาหารและยามักใช้สารเคมีเข้มข้น ไอน้ำร้อนสูง (Steam) หรือระบบล้างอัตโนมัติในการฆ่าเชื้อ ซึ่งสแตนเลส 304 สามารถทนทานต่อสารทำความสะอาดเหล่านี้ได้โดยไม่ผูกร่อน

4. แล้วเมื่อไหร่ต้องขยับไปใช้ "สแตนเลส 316"?

แม้ 304 จะเป็นเกรดมาตรฐาน แต่ในบางกรณีจำเป็นต้องขยับขึ้นไปใช้ สแตนเลสเกรด 316 (หรือ 316L):

  • ผสมโมลิบดินัม (Molybdenum 2-3%): เพิ่มความทนทานต่อ เกลือ (Salty/Brine) และ คลอรีน (Chlorine)

  • เหมาะสำหรับ:

    • งานแปรรูปอาหารที่มีความเค็มสูง (น้ำปลา, ซอสหมัก, อาหารทะเล)

    • อุตสาหกรรมการผลิตยาขั้นสูง (Pharmaceutical Grade) ที่ต้องใช้สารเคมีเข้มข้นสูงในการฆ่าเชื้อ

    • เครื่องมือแพทย์และภาชนะบรรจุยาฉีด

 

ถ้าไม่อยากพลาด สอบถาม แนะนำบริการ โทร 081-696-4511 หรือ แอดไลน์ ID @Tepparak

03 สิงหาคม 2569

ผู้ชม 12 ครั้ง